Print this page

ทำไม มาตรการ QE ของสหรัฐ ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ขั้นรุนแรง

Quantitative Easing หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า QE

คือเครื่องมือหนึ่ง ที่ธนาคารกลาง ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ผลที่หลายคนกังวลตามมาก็คือปริมาณเงินจะเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจซึ่งจะนำมาซึ่งภาวะเงินเฟ้อและอาจรุนแรง จนเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง หรือที่เรียกว่า “Hyperinflation” ช่วงที่ผ่านมา เราเห็นหลายประเทศทำ QE กันอย่างหนักแล้วเรื่องนี้ จะนำไปสู่ ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในอนาคตหรือไม่เราจะลองวิเคราะห์ให้ฟัง

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจความหมายของคำว่า Hyperinflation กันก่อน Hyperinflation คือ สภาวะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าเงินของประเทศนั้น ลดลงอย่างมาก สาเหตุที่มูลค่าของเงินลดลง เป็นผลมาจากปริมาณเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากและรวดเร็ว เมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าและบริการที่ยังมีอยู่เท่าเดิมในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่าง เหตุการณ์ Hyperinflation ที่รุนแรงในอดีต เช่น ในประเทศฮังการี และ ประเทศเวเนซุเอลา Hyperinflation ในประเทศฮังการี เกิดขึ้นในปี 1946 ในช่วงนั้น ฮังการี ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รัฐบาลฮังการี ขาดแคลนงบประมาณในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจพิมพ์เงินมหาศาล เพื่อนำมาใช้ซ่อมแซมบ้านเมือง และกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เงินในระบบของประเทศฮังการี เพิ่มขึ้นอย่างมาก พอปริมาณเงินเพิ่มขึ้นมาก แต่สินค้าในประเทศยังคงมีเท่าเดิม ก็เลยทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วถึงขนาดที่ว่า ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยของฮังการีปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุกๆ 15 ชั่วโมง

 

hyperinflation 400x200

 

โดยในช่วงที่เกิด Hyperinflation อัตราเงินเฟ้อของประเทศฮังการี เพิ่มขึ้นถึง 150,000% ภายในวันเดียว ส่วน ประเทศเวเนซุเอลา ในช่วงสิ้นปี 2019 อัตราเงินเฟ้อของเวเนซุเอลา พุ่งไปถึง 10,000,000% สาเหตุของเรื่องนี้ ก็คล้ายกันกับกรณีของประเทศฮังการี คือมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่มากเกินไป ทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำ รวมทั้งเพื่อใช้สำหรับนโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาล
เราจะเห็นว่าทั้ง 2 เหตุการณ์มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะ Hyperinflation 

 

Covid 19 400x266

 

กลับมาที่ปัจจุบัน ช่วงวิกฤติ COVID-19 หลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ QE แบบไม่จำกัดวงเงิน จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ปีละประมาณ 22 ล้านล้านบาท ธนาคารกลางญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ใช้มาตรการ QE แบบไม่จำกัดวงเงิน จากเดิมที่กำหนดไว้ปีละประมาณ 24 ล้านล้านบาท ธนาคารกลางยุโรปประกาศโครงการเพิ่มเติมในการเข้าซื้อสินทรัพย์ฉุกเฉิน โดยมีมูลค่ากว่า 27 ล้านล้านบาท จะเห็นว่า ในตอนนี้ หลายประเทศกำลังอัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมาก และในหลายประเทศ เคยทำ QE หนักๆ มาแล้วก่อนหน้านี้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของสหรัฐอเมริกามีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤติฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ในสหรัฐฯ ปี 2008 ที่น่าสนใจคือ อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมาก เหมือนกับกรณีของฮังการีและเวเนซุเอลา ปี 2010 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของสหรัฐฯ เท่ากับ 1.6% ปี 2019 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของสหรัฐฯ เท่ากับ 1.8% ญี่ปุ่น ก็เป็นอีกประเทศที่มีการใช้มาตรการ QE อย่างหนัก แต่อัตราเงินเฟ้อ ก็ยังอยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% เช่นกัน

ทำไมเรื่องถึงเป็นแบบนี้? ปรากฏการณ์นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำ QE ผ่านการซื้อสินทรัพย์ทั้งพันธบัตร หุ้นกู้ จากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ ก็มีหน้าที่นำเงินไปปล่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้ส่งต่อเงินที่ได้จากธนาคารกลางไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือน ตามที่ทุกคนคิดไว้ตอนแรก สาเหตุก็เพราะว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยหรือชะลอตัว ภาคครัวเรือน มีแนวโน้มที่จะออมเงินมากกว่านำเงินออกมาใช้จ่ายเนื่องจากไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาปริมาณเงินฝากในระบบก่อนเกิด COVID-19 อยู่ที่ประมาณ 416 ล้านล้านบาท แต่เมื่อ COVID-19 ระบาด ปริมาณเงินฝากในระบบเพิ่มสูงขึ้นเป็นเกือบ 500 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ขณะเดียวกัน สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้การขายสินค้าและบริการ ของภาคธุรกิจ ทำได้ยาก ทำให้กำลังการผลิตและบริการยังคงมีเหลืออยู่มาก ภาคธุรกิจ จึงอาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาเพื่อขยายธุรกิจ พอความต้องการสินค้าและบริการต่างๆ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น ก็ส่งผลให้ราคาสิ่งของต่างๆ ไม่ได้ปรับสูงขึ้นมากนักแม้จะมีเงินอยู่ในระบบจำนวนมากก็ตาม อีกประเด็นก็คือ ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่นเป็นเจ้าของสกุลเงินหลักของโลก ที่มีความน่าเชื่อถือสูง คนส่วนใหญ่จึงยังเชื่อมั่น และยังมีความต้องการถือครองสกุลเงินเหล่านี้อยู่มาก สรุปก็คือ ถ้าถามว่าการทำ QE ของประเทศใหญ่ๆ ในวันนี้จะนำไปสู่ เงินเฟ้อขั้นรุนแรง ในอนาคตหรือไม่ก็คงต้องบอกว่า ปัญหานี้จะเกิดขึ้นได้ยากกับประเทศใหญ่ๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น แต่ประเด็นก็คือ วิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไร และประเทศต่างๆพากันอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ สำหรับประเทศที่ยังไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่าประเทศใหญ่ ก็อาจจะต้องระวังเพราะประเทศเหล่านั้น อาจเกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ที่ต่างจากกรณีนี้ ก็เป็นได้..

References
https://en.wikipedia.org/wiki/Hyperinflation
https://nomadcapitalist.com/2014/04/20/top-5-worst-cases-hyperinflation-history/
https://www.businessinsider.com/hungarys-hyperinflation-story-2014-4
https://en.wikipedia.org/wiki/Hyperinflation_in_Venezuela
https://www.thestreet.com/investing/federal-reserve-unveils-unlimited-qe-to-confront-coronavirus
https://www.schroders.com/en/bm/asset-management/insights/economic-views/bank-of-japan-ramps-up-qe-again-amid-dismal-outlook/
https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/bst_recenttrends.htm
https://www.focus-economics.com/countries/japan/news/inflation/core-consumer-prices-hold-steady-in-june-in-annual-terms
https://www.ecb.europa.eu/pub/projections/html/ecb.projections202006_eurosystemstaff~7628a8cf43.en.html#toc3
https://www.economicshelp.org/blog/2900/inflation/inflation-and-quantitative-easing/
https://fred.stlouisfed.org/series/DPSACBW027SBOG

Share this article

Login to post comments