ก.ล.ต.เตือนปั่นคริปโตฯ ผิดกฎหมาย เตรียมสอบ 3 เหรียญดัง ‘KUB-JFIN-SIX’ หลังพบราคาผันผวน
อย่างที่นักเทรดชาวไทยได้เห็นกันไปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ว่า ราคาเหรียญคริปโตสัญชาติไทยแท้อย่าง Bitkub Coin (KUB), JFIN Coin (JFIN) และ Six Coin (SIX) มีราคาที่พุ่งขึ้นอย่าน่าตกใจ จนทำให้ทุกคนต่างเห็นพ้องตรงกันว่า นี่อาจเป็นกลยุทธของการปั่นราคา pump and dump ที่ทุกคนรู้จักกันดี กลยุทธ์ดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะเป็นการปั่นราคาขึ้นไปก่อนในช่วงแรก แล้วจากนั้นจะมีการทุบราคาลงมาในภายหลัง จนส่งผลทำให้นักมือใหม่ที่หวังจะทำกำไรในเหรียญดังกล่าวบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน อย่างไรก็ตามการที่เหรียญคริปโตสัญชาติไทยทั้ง 3 ได้เปิดให้มีการซื้อขายกันบนแพลตฟอร์มของ Bitkub ซึ่งเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากทาง ก.ล.ต. นั้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มออกมาโวยกับ ก.ล.ต.ว่า หน่วยงานควรจะมีมาตรการปกป้องนักลงทุน หรือตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อชี้แจงกับนักลงทุนได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ทาง ก.ล.ต. จึงได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวและเร่งตรวจสอบตามว่า ราคาของ 3 เหรียญ (KUB, JFIN, SIX) นี้มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการปั่นราคาของตลาดหรือไม่ ต้องทราบก่อนว่าโดยปกติแล้ว กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจสอบการซื้อขายที่เกิดขึ้นบนกระดานแลกเปลี่ยน ในทำนองเดียวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีหน้าที่คอยให้คำเตือนกับนักลงทุน ดังนั้นหากเมื่อสินทรัพย์ใดมีราคาผันผวนสูง ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีหน้าที่ต้องรายงานผลการตรวจสอบให้กับ ก.ล.ต. และก.ล.ต. จะมีอำนาจในการตรวจสอบการซื้อขายและการทำหน้าที่ของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ๆ ส่วนคำถามที่ว่า หากตรวจพบว่ามีผู้ที่กระทำผิดโดยปั่นหรือบิดเบือนราคา ก.ล.ต. สามารถดำเนินการเอาผิดได้หรือไม่นั้น นางรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า ด้วย พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล ได้เอาบทบัญญัติการกระทำอันไม่เป็นธรรมจาก พ.ร.บ. หลักทรัพย์ มาใช้ จึงมีบทบัญญัติเรื่องการปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายใน การให้ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง หากมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวกับสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่ง ก.ล.ต. จะใช้อำนาจดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนก็ควรระมัดระวังในการลงทุน ตามที่ทาง ก.ล.ต. ได้ให้คำเตือนมาโดยตลอด ตามข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ : 1. ศึกษาข้อมูลให้เข้าใจลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัล และอย่าหลงเชื่อคำโฆษณา ที่ชักชวนลงทุนโดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง 2. สำรวจว่าตนเองสามารถรับความผวนสูงได้ เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง ประเมินมูลค่าได้ยาก และอาจเป็นเพียงการลงทุนเพื่อเก็งกำไร 3. ประเมินตนเองว่าสามารถยอมรับการสูญเสียของเงินลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน 4. หากไม่เคยลงทุนในหลักทรัพย์มาก่อน ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ 5.

 

แหล่งที่มา :  th.investing.com

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่า โอเปกพลัสอาจระงับแผนการเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนม.ค.2565 เพื่อรับมือกับอุปสงค์ที่ลดลงจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน และเพื่อตอบโต้มาตรการของสหรัฐและประเทศพันธมิตรในการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรอง

การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบของโอเปกพลัส ประกอบด้วย 8 ชาติจากทั้งหมด 23 ชาติ ซึ่งได้แก่รัฐมนตรีจากรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก คูเวต แอลจีเรีย เวเนซุเอลา และคาซัคสถาน

ที่ประชุมได้หารือกันเกี่ยวกับนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนม.ค.2565 โดยการพิจารณาอิงจากรายงานของคณะกรรมการด้านเทคนิคของโอเปกพลัสที่มีการจัดเตรียมขึ้นวานนี้

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า โอเปกพลัสได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันในปีนี้ สู่ระดับ 5.65 ล้านบาร์เรล/วัน จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 5.82 ล้านบาร์เรล/วัน

 

 

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

กระทรวงสาธารณสุขของรัฐมินนิโซตาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเป็นรายที่ 2 ของสหรัฐ

ผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส และเพิ่งเดินทางกลับจากกรุงนิวยอร์ก หลังจากที่เข้าร่วมการประชุม Anime NYC 2021 ในระหว่างวันที่ 19-21 พ.ย.

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเป็นรายแรกของสหรัฐ โดยผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้เดินทางกลับจากแอฟริกาใต้

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐ ยังประกาศเพิ่มมาตรการควบคุมผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศ รวมทั้งเพิ่มการบริจาควัคซีนโควิดให้ประเทศอื่นอีก 200 ล้านโดสในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

ประธานาธิบดีไบเดน ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลสหรัฐในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในอเมริกาในขณะที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ภายหลังจากพบผู้ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ โอมิครอน ที่รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐมินเนโซตา

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า ผู้ที่จะเดินทางมายังสหรัฐต้องมีผลตรวจโควิดเป็นลบในเวลาหนึ่งวันก่อนออกเดินทาง จากมาตรการเดิมที่ให้เวลาสามวัน

โดยมาตรการใหม่นี้จะครอบคลุมถึงพลเมืองอเมริกันและชาวต่างชาติทั้งหมด

ส่วนข้อกำหนดเรื่องการสวมหน้ากากบนระบบขนส่งมวลชนต่าง ๆ รวมทั้งบนเครื่องบินนั้น ยังมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 18 ม.ค.ปีหน้า และคาดว่าจะขยายเวลาไปจนถึงเดือนมี.ค.

 

 

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

ราคาน้ำมันขยับขึ้นในวันพฤหัสบดี (2 ธ.ค.) หลังโอเปกพลัสยืนยันคงนโยบายค่อยๆ เพิ่มกำลังผลิตและตลาดพิจารณาความรุนแรงของตัวกลายพันธุ์โอมิครอนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ด้านวอลล์สตรีทพุ่งแรง ฟื้นตัวจากดิ่งลงหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะที่ทองคำปิดต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 93 เซนต์ ปิดที่ 66.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 80 เซนต์ ปิดที่ 69.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โอเปกและพันธมิตร ตัดสินใจในวันพฤหัสบดี (2 ธ.ค.) ปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดในเดือนมกราคมเท่าเดิมตามกรอบของช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้ถูกกดดันจากหลายฝ่ายให้ป้อนน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เพื่อสกัดราคาที่ดีดตัวอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่แล้ว (25 พ.ย.) ราคาน้ำมันขยับลงมากว่า 10 ดอลลาร์ หลังข่าวคราวพบตัวกลายพันธุ์ใหม่โอมิครอนสร้างความตื่นตระหนกแก่นักลงทุน และในวันพุธ (1 ธ.ค.) สหรัฐฯ่ รายงานพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศเป็นทีเรียบร้อยแล้ว

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี (2 ธ.ค.) ปิกบวกอย่างแข็งแกร่ง ดีดตัวทั่วทั้งกระดาน ฟื้นตัวจากที่ดิ่งลงอย่างหนักช่วงหลายวันที่่ผ่านมา นักลงทุนช้อนซื้อเพื่อเก็งกำไร และใช้เวลานี้ทบทวนผลกระทบต่างๆ จากโรคระบาดใหญ่

ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 617.75 จุด (1.82 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 34,639.79 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 64.06 จุด (1.42 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 4,577.10 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 127.27 จุด (0.83 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 15,381.32 จุด

ในขณะที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกพยายามหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางตอบสนองต่อตัวกลายพันธุ์โอมิครอนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สหรัฐฯ เตรียมบังคับบริษัทประกันสุขภาพเอกชนทั้งหลายให้มอบชุดตรวจที่บ้าน นโยบายที่คาดหมายว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 มกราคม

ตัวกลายพันธุ์โอมิครอนสั่นคลอนตลาดมานานเกือบ 1 สัปดาห์ ส่งผลกระทบรุนแรงโดยเฉพาะกับบรรดาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เนื่องจากทั่วโลกได้กำหนดข้อจำกัดใหม่ๆ ด้านการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หุ้นของบริษัทเหล่านี้ฟื้นตัวในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (2 ธ.ค.)

ความเคลื่อนไหวของตลาดทุน ผลักนักลงทุนเมินสินทรัพย์เสี่ยงต่ำและฉุดราคาทองคำปิดลบต่ำสุดในรอบกว่า 7 สัปดาห์ โดยราคาทองคำโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 21.60 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,762.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

 

แหล่งที่มา :  www.mgronline.com

มี 4 รัฐของสหรัฐฯ ที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตัวกลายพันธุ์โอมิครอน ได้แก่แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด มินนิโซตาและนิวยอร์ก ซึ่งในบรรดาคนไข้เหล่านั้น ฉีดวัคซีนครบเข็มแล้วและมีอาการป่วยแค่เล็กน้อย จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในวันพฤหัสบดี(2ธ.ค.)

คนไข้ในรัฐมินนิโซตา ถือเป็นเคสแรกเท่าที่ทราบในสหรัฐฯ ที่เป็นการติดเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอนในชุมชน โดยผู้ติดเชื้อเป็นชายคนหนึ่งซึ่งฉีดวัคซีนครบเข็มแล้ว และเพิ่งเดินทางไปยังนิวยอร์ก ซิตี เมื่อไม่นานที่ผ่านมา รวมถึงเคยเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเวทีหนึ่งด้วย

เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโอมิครอน ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี(2ธ.ค.) แถลงข้อบังคับใหม่ด้านการตรวจเชื้อสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศ และสัญญาว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อเมริกันชนจะสามารถเข้าถึงชุดตรวจโควิดแบบรวดเร็วที่สามารถตรวจเองที่บ้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขโคโลราโดเปิดเผยในวันพฤหัสบดี(2ธ.ค.) ว่าผู้ญิงคนหนึ่งซึ่งถูกตรวบพบว่าติดเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอน เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งเดินทางกลับจากแอฟริกาใต้ หลังจากก่อนหน้านี้ในวันพุธ(1ธ.ค.) แคลิฟอร์เนีย รายงานพบเคสผู้ติดเชื้อโอมิคอนรายแรกในสหรัฐฯ ในนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ซึ่งเคยเดินทางไปแอฟริกาใต้ ขณะที่ตัวกลายพันธุ์นี้ถููกพบเป็นครั้งแรกในพื้นที่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาเมื่อเดือนที่แล้ว

หลังจากสรุปว่าเคสผู้ติดเชื้อในมินนิโซตาเชื่อมโยงกับนิวยอร์ก ซึ่งเป็นชายคนหนึ่งที่เข้าร่วมเวทีประชุมอะนิเมะ ที่ศูนย์จาวิตส์ เซ็นเตอร์ ในนิวยอร์กระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน บิล เดอ บราซิลโอ นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ดำเนินการติดตามและตรวจเชื้อบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ในความพยายามมควบคุมการแพร่ระบาด

"เราทราบว่าเคสตัวกลายพันธุ์โอมิครอนที่ถููกพบในมินนิโซตา มีความเกี่ยวข้องกับการเดินทางมาร่วมประชุมหนึ่งในนิวยอร์ก เราจึงควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีการแพร่เชื้อในชุมนุมของตัวกลายพันธุ์ในเมืองของเรา" นายกเทศมนตรีรายนี้ระบุในถ้อยแถลง

ไม่นานหลังจากเดอ บราซิโอ ออกมาแถลง เคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กเปิดเผยในเวลาต่อมา ยืนยันพบเคสผู้ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอนในรัฐแห่งนี้ 5 คน ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 8 ราย อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำยืนยันว่าเคสในนิวยอร์กนั้นเกี่ยวข้องกับการประชุมหรือไม่

"ขอดิฉันพูดให้ชัด มันไม่ควรก่อความกังวล เรารู้อยู่แล้วว่าตัวกลายพันธุ์นี้กำลังมา และเรามีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะหยุดมัน" โฮซุลระบุบนทวิตเตอร์ ในความพยายามสร้างความอุ่นใจแก่ชาวบ้านในรัฐที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 4 ของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้แพทย์หญิงลีอาน่า เหวิน ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันและอดีตคณะกรรมการด้านสาธารณสุขของบัลติมอร์ เพิ่งระบุว่าไม่ช้าก็เร็ว จะพบเคสผู้ติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ "เคสมินนิโซตาหมายความว่ามีการแพร่ระบาดในสหรัฐฯแล้ว จะมีเคสมากมายตามมา"

พวกนักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบตัวกลายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งถูกองค์การอนามัยโลกขึ้นบัญชีในฐานะสายพันธุ์ที่น่ากังวล เพื่อดูว่ามีแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่าตัวกลายพันธุ์เดลตา หรือก่ออาการรุนแรงกว่าหรือไม่ นอกจากนี้แล้วบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเช่นกันว่าวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรับมือตัวกลายพันธุ์โอมิครอนได้หรือไม่

ทิม วอล์ซ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่าข่าวการพบเคสผู้ติดเชื้อภายในรัฐ เป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ พร้อมบอกว่า "เรารู้ว่าไวรัสนี้แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมากและกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก"

วอล์ซ เรียกร้องประชาชนให้เข้าฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากยามอยู่ในร่ม "แนวทางที่ดีที่สุดในการตอบสนองตัวกลายพันธุ์ใหม่ ก็คือแนวทางเดียวกับที่เคยใช้ตลอดโรคระบาดใหญ่ เข้ารับวัคซีนโควิด-19" เขากล่าว

จนถึงตอนนี้มีประชาชนชาวสหรัฐฯราว 60% หรือ 196 ล้านคนที่ฉีดวัคซีนครบเข็มแล้ว ถือเป็นอัตราต่ำที่สุดในบรรดาประเทศร่ำรวย และจากข้อมูลล่าสุดพบว่าโควิด-19 คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯไปแล้วมากกว่า 786,000 คน ในนั้น 37,000 คน เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว

 

 

แหล่งที่มา :  www.mgronline.com

ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ดิ่งแรง หลังสื่ออเมริกันยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธ์ุโอไมครอน รายแรกในสหรัฐฯ แล้ว ท่ามกลางความกังวลถึงผลกระทบจากไวรัสตัวนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 ธ.ค. 2564 ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 461.68 จุด หรือราว 1.34% ปิดที่ 34,022.04 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วง 53.96 จุด หรือราว 1.18% ปิดที่ 4,513.04 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก ดิ่งแรง 283.64 จุด หรือราว 1.83% ปิดที่ 15,254.05 จุด

วอลล์สตรีทเปิดตลาดในแดนบวก แต่ผันผวนลงสู่แดนลบหลังจาก ซีเอ็นเอ็น รายงานอ้างการเปิดเผยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธ์ุโอไมครอน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยตรวจพบเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็น 1 ใน 25 ประเทศทั่วโลกที่พบไวรัสตัวนี้

ข่าวดังกล่าวจุดกระแสความกังวลเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไวรัสสายพันธ์ุใหม่ตัวนี้อีกครั้ง หลังจากเมื่อวันอังคาร ผู้ผลิตวัคซีนอย่าง โมเดอร์นา เพิ่งออกมาบอกว่า วัคซีนต้านโควิด-19 ที่มีอยู่ตอนนี้ อาจส่งผลต่อโควิดโอไมครอนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับสายพันธ์ุอื่น

นอกจากนั้น ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องความรุนแรง และความเร็วในการแพร่กระจายของโควิดโอไมครอนด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันอังคารและต่อเนื่องจนถึงวันนี้ (1 ธ.ค.)

 

 

แหล่งที่มา :  www.thairath.co.th

นายแพทย์แอนโธนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโอมิครอนรายแรกเป็นนักเดินทางที่กลับมาจากแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 22 พ.ย. และตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 29 พ.ย.โดยเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วแต่ยังไม่ได้ฉีดเข็มบูสเตอร์ และมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปยังทุกคนที่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโอมิครอนรายแรกในสหรัฐผู้นี้แล้ว ซึ่งทุกคนมีผลตรวจโควิดออกมาเป็นลบ

รัฐบาลสหรัฐเริ่มใช้มาตรการจำกัดนักเดินทางจากแอฟริกาใต้ซึ่งตรวจพบเชื้อไวรัสโอมิครอนเป็นประเทศแรกก่อนที่จะพบในอีกมากกว่า 20 ประเทศในเวลาต่อมา

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ(ซีดีซี) เพิ่มมาตรการในการตรวจหาเชื้อสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ รวมถึงการกำหนดให้ผู้โดยสารเครื่องบินที่จะมายังสหรัฐต้องมีผลตรวจโควิดเป็นลบหนึ่งวันก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่จำเป็นว่าฉีดวัคซีนโควิดมาแล้วหรือไม่

นอกจากนี้ ซีดีซีกำลังพิจารณาว่าจะบังคับให้มีการตรวจหาเชื้อหลังจากที่เดินทางมาถึงสหรัฐด้วย

 

 

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

สหภาพยุโรป(อียู) เปิดเผยแผนก่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการค้าข้ามทวีป ซึ่งจะใช้งบประมาณกว่า 3 แสนล้านยูโร หรือกว่า 11.4 ล้านล้านบาท ซึ่งนางเออร์ชูลา วอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมการอียู บอกว่าโครงการนี้จะเป็นทางเลือกใหม่ที่แท้จริง นอกเหนือจากโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน

วอน เดอร์ เลเยน บอกว่า อียูต้องการแสดงให้เห็นถึงวิถีประชาธิปไตย และเส้นทางที่แตกต่าง ในการก่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการค้าที่มีคุณภาพสูง โปร่งใส และมีระบบบริหารที่ดี และจะต้องให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้กับทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ในส่วนของงบประมาณ 3 แสนล้านยูโรจะมาจากการลงทุนของแต่ละประเทศสมาชิกอียูโดยตรง รวมทั้งมาจากสถาบันการเงิน และการลงทุนของบริษัทเอกชน

ก่อนหน้านี้ จีนได้ดำเนินก่อสร้างโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งได้วางเครือข่ายเส้นทางการค้าข้ามทวีป ด้วยเส้นทางรถไฟ และท่าเรือ ทั่วเอเชีย แอฟริกา ไปจนถึงยุโรป แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลุ่มประเทศที่ยากจน อาจจะต้องเจอกับ กับดักหนี้ จำนวนมหาศาล จากการให้เงินกู้ของจีน

โครงการใหม่จากอียู จะช่วยให้แต่ละประเทศมีทางเลือกเพิ่มหากต้องการกู้เงินมาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกเหนือจากการกู้จากจีน

 

 

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

นอกจากนี้ ดัชนีซีพีไอยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำหนดไว้กว่า 2 เท่า

ทั้งนี้ ดัชนีซีพีไอของยูโรโซนได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน

ส่วนดัชนีซีพีไอพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่อีซีบีให้ความสำคัญ ดีดตัวสู่ระดับ 2.6% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.3%

 

 

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

"ขณะนี้ เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งมาก และแรงกดดันจากเงินเฟ้อได้เพิ่มสูงขึ้น ผมจึงเห็นว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่เฟดจะพิจารณายุติโครงการซื้อพันธบัตรให้เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเดือน โดยเราจะหารือกันในการประชุมครั้งต่อไป" นายพาวเวลกล่าวต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมวันที่ 3 พ.ย. และเฟดจะปรับลดวงเงินคิวอีเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย.

โดยเฟดจะปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ และปรับลดวงเงินซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (เอ็มบีเอส) เดือนละ 5,000 ล้านดอลลาร์

การลดวงเงินคิวอีดังกล่าวจะทำให้เฟดยุติการทำคิวอีโดยสิ้นเชิงในกลางปี 2565

ก่อนหน้านี้ เฟดได้ทำคิวอีเดือนละ 120,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฟดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ และซื้อตราสารหนี้เอ็มบีเอสในวงเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์

 

 

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

Page 1 of 94

บทความล่าสุด

คำเตือนความเสี่ยง

การเทรด Forex หรือตราสารอนุพันธ์อื่นๆนั้นมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำกำไรและวางเป้าหมายที่เข้ามาในตลาดนี้ ต้องประเมิณความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากความสูญเสียนั้นอาจทำให้สูญเสียเงินทั้งหมดได้ นักลงทุนโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีความเข้าใจความเสี่ยงทั้งหมดอย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง และมีการจัดการความเสี่ยงของการลงทุนรูปแบบนี้อย่างมืออาชีพก่อนลงทุน

เว็บไซต์แนะนำ

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์

Today 207

Yesterday 315

Week 1361

Month 801

All 610466