ญี่ปุ่นเล็งขยายโครงการ “Go To Travel” ถึงมิ.ย.ปีหน้า หวังฟื้นเศรษฐกิจ

นายคาซูโยชิ อาคาบะ รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะขยายโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “Go To Travel” ไปจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.ปีหน้า โดยมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โครงการ “Go To Travel” ซึ่งเปิดตัวในเดือนก.ค.ปีนี้และนำเสนอส่วนลดด้านการเดินทางนั้น จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.ปีหน้า จากเดิมที่กำหนดให้สิ้นสุดในช่วงปลายเดือนม.ค. โดยโครงการดังกล่าวถูกระบุอยู่ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะได้รับอนุมัติจากรัฐบาลในสัปดาห์หน้า

นายอาคาบะกล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับลดอัตราการให้ส่วนลดด้านการเดินทางอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ความต้องการเดินทางลดลงอย่างเชื่องช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อโครงการสิ้นสุดลง

แคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ใช้งบประมาณวงเงิน 1.35 ล้านล้านเยน (1.259 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดไว้ว่าจะช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวราว 50% ซึ่งรวมถึงค่าที่พักและค่าเดินทาง โดยในเบื้องต้นนั้น รัฐบาลจะมอบส่วนลด 35% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มความกดดันทางเศรษฐกิจต่อจีนโดยห้ามนำเข้าฝ้ายจากองค์กรกึ่งทหารของจีนที่ระบุว่าใช้แรงงานบังคับของชาวมุสลิมอุยกูร์ที่ถูกคุมขัง โดยหน่วยปกป้องศุลกากรและเขตแดนสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ว่า ได้ออกคำสั่งระงับการปล่อยสินค้า เพื่อห้ามการนำเข้าฝ้ายและผลิตภัณฑ์จากฝ้ายจากบริษัทซินเจียงโปรดักชัน แอนด์ คอนสตรักชัน คอร์ปส์ (XPCC) หนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่สุดของจีนการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการขายสิ่งทอและเครื่องแต่งกายไปยังสหรัฐฯ ที่เป็นหนึ่งในหลาย นโยบายที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ดำเนินการในช่วงสัปดาห์สุดท้ายเพื่อให้นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บรรเทาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนได้ยากขึ้น

การพุ่งเป้าไปที่ XPCC ซึ่งผลิตฝ้ายได้ 30% ของผลผลิตทั้งหมดของจีนในปี 2558 เป็นไปตามคำสั่งของกระทรวงการคลังในเดือน ก.ค.ที่แบนการทำธุรกรรมของสหรัฐฯทั้งหมดกับองค์กรกึ่งทหารของจีนที่แผ่กิ่งก้านสาขาซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2497 นายเคน คุชชิเนลลี รมว.กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ ซึ่งดูแลหน่วยปกป้องศุลกากรและเขตแดนสหรัฐฯ เรียกป้าย “ผลิตในประเทศจีน” ว่าเป็น “ป้ายเตือนว่าอาจเป็นสินค้าที่มาจากการใช้แรงงานทาสในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดในโลกสมัยใหม่ยุคปัจจุบัน”

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติอ้างรายงานที่น่าเชื่อถือว่าชาวมุสลิม 1 ล้านคนอยู่ในค่ายถูกสั่งให้ทำงานหนัก ขณะที่จีนปฏิเสธการทารุณชาวอุยกูร์ โดยระบุว่าเป็นศูนย์ฝึกอาชีพที่จำเป็น ในความพยายามต่อสู้กับลัทธิหัวรุนแรง การห้ามนำเข้าจะบังคับให้บริษัทเครื่องแต่งกายและบริษัทอื่นๆที่ส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ต้องกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดย XPCC เท่ากับเป็นการปิดกั้นการนำเข้าสิ่งทอฝ้ายของจีนทั้งหมด มีความกังวลว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีเพียงบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถรับประกันได้ว่าไม่มีการใช้ผลิตภัณฑ์จาก XPCC แบรนด์เสื้อผ้ารายใหญ่ แก๊ป อิงค์, พาตาโกเนีย อิงค์ และ อินดิเท็กซ์ เจ้าของแบรนด์ “ซาร่า” ยืนยันว่าไม่ได้จัดซื้อมาจากโรงงานในซินเจียง แต่ก็ไม่สามารถยืนยันในกระบวนการผลิตโดยรวมได้

ไบเดนได้ให้คำมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรของสหรัฐฯ เพื่อกดดันจีนในกรณีสิทธิมนุษยชนและการค้าที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทรัมป์ได้เพิ่มมาตรการดำเนินการกับบริษัทรายใหญ่ของจีนโดยห้ามการเข้าถึงเทคโนโลยีและการลงทุนของสหรัฐฯ

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

ราคาน้ำมันในวันพฤหัสบดี (3 ธ.ค.) ใกล้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังแหล่งข่าวเผยโอเปกและรัสเซียเห็นพ้องเพิ่มกำลังผลิตเล็กน้อย 500,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือนมกราคม ส่วนวอลล์สตรีทปิดผสมผสาน หลังมีข่าวไฟเซอร์ลดเป้าหมายกำลังการผลิตวัคซีนโควิด-19 ความเคลื่อนไหวของตลาดทุนผลักทองคำขยับขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ ไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 36 เซนต์ ปิดที่ 45.64 ดอลลาร์ ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 46 เซนต์ ปิดที่ 48.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โอเปกและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงรัสเซีย หรือที่เรียกว่าโอเปกพลัส เห็นพ้องเพิ่มกำลังผลิตเล็กน้อย 500,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว ความเคลื่อนไหวที่ทำให้มาตรการลดกำลังผลิตของทางกลุ่มจะลดลงเหลือ 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 7% ของอุปสงค์โลก จากระดับ 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯในวันพฤหัสบดี (3 ธ.ค.) ปิดผสมผสาน โดยเอสแอนด์พี 500 ปรับลด หลังมีรายงานข่าวระบุว่า ไฟเซอร์ อิงค์ ลดเป้าหมายสำหรับกำลังการผลิตวัคซีนโควิด-19 ของทางบริษัท

ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 85.73 จุด (0.29 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 29,969.52 จุด เอสแอนด์พี ลดลง 2.29 จุด (0.06 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 3,666.72 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 27.82 จุด (0.23 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 12,377.18 จุด

เอสแอนด์พีแกว่งสู่แดนลบในช่วงท้ายของการซื้อขาย หลังหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ไฟเซอร์ เจออุปสงค์ด้านห่วงโซ่อุปทานวัคซีน ฉุดให้หุ้นของบริษัทปักหัวลง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการคนว่างงานรายสัปดาห์ในสหรัฐฯลดลง แต่มันก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงลิ่วที่ 712,000 คน นอกจากนี้ ในรายงานอีกชิ้นพบว่า กิจรรมอุตสาหกรรมบริการของสหรัฐฯ ชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนในเดือนพฤศจิกายน

ความผันผวนของตลาดทุน ผลักนักลงทุนหันถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ดันราคาทองคำในวันพฤหัสบดี (3 ธ.ค.) ปรับขึ้น 3 วันติด แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ โดยราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 10.90 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,841.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

ญี่ปุ่นจะห้ามการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ที่ใช้น้ำมันในอีก 15 ปีข้างหน้า เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050

หนังสือพิมพ์ไมนิจิชิมบุนรายงานวันนี้ (3 ธ.ค.) ว่า นโยบายดังกล่าวคาดว่าจะถูกประกาศภายในสัปดาห์หน้าเป็นอย่างเร็ว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดกันมากขึ้น

เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ ซูงะ ได้กำหนดเป้าหมายให้ญี่ปุ่นเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ซึ่งทำให้บรรดาบริษัทใหญ่ๆ ต้องเตรียมแผนปรับตัวทางธุรกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แม้ท่าทีของรัฐบาลปลาดิบจะเรียกเสียงชื่นชมจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าญี่ปุ่นทุกวันนี้ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอย่างมาก อีกทั้งรัฐบาล ซูงะ ก็ยังไม่ชี้แจงรายละเอียดว่าจะเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างไร

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ (low-emission cars) ทั้งแบบไฮบริดและไฟฟ้าจาก 40% ในปี 2019 เพิ่มเป็น 50-70% ภายในปี 2030

เมื่อเดือน ก.ย. รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้ยานพาหนะโดยสารทุกคันที่จำหน่ายในรัฐแห่งนี้ต้องปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (zero-emission) ภายในปี 2035 ขณะที่อังกฤษจะห้ามจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทุกประเภทภายในปี 2030

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัว 11.30 ดอลลาร์เพราะได้แรงหนุนจากความหวังแพ็คเกจเยียวยาผลกระทบโควิด-19 รอบใหม่ในสหรัฐ

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนก.พ. ดีดตัวขึ้น 11.30 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,830.20 ดอลลาร์/ออนซ์

นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้หารือกันวานนี้เกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี นายมิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าวคัดค้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐวงเงิน 9.08 แสนล้านดอลลาร์ ตามข้อเสนอของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน

“เราไม่ควรเสียเวลาอีกต่อไป” นายแมคคอนเนลล์กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว

นายแมคคอนเนลล์ กล่าวว่า เขาต้องการให้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินราว 5 แสนล้านดอลลาร์ที่มีการระบุความช่วยเหลือต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างเฉพาะเจาะจงในการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ นายแมคคอนเนลล์ กล่าวว่า สภาคองเกรสควรพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และร่างกฎหมายงบประมาณหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) ในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ สภาคองเกรสจำเป็นจะต้องอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวภายในวันที่ 11 ธ.ค.เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์

นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาเมื่อวานนี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐและทั่วโลก จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

ด้านออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (เอดีพี) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 307,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 475,000 ตำแหน่ง

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า เขาจะยังไม่ยกเลิกมาตรการทางภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บังคับใช้กับจีนในการทำสงครามการค้าก่อนหน้านี้

นายไบเดนกล่าวว่า เขาจะทบทวนข้อตกลงระหว่างสหรัฐและจีนที่มีอยู่ในขณะนี้ และจะพัฒนายุทธศาสตร์ร่วมกับพันธมิตรของสหรัฐในยุโรปและเอเชีย

“ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดที่เราจะใช้กับจีนก็คือการที่เราจะหาทางดำเนินการร่วมกับพันธมิตรของเรา โดยผมมองว่านโยบายสำคัญที่สุดของผมในช่วงเริ่มต้นการรับตำแหน่งประธานาธิบดีคือการทำให้เรากลับไปร่วมดำเนินการพร้อมกับพันธมิตรของเรา” นายไบเดนกล่าวในการให้สัมภาษณ์ต่อนายโทมัส ฟรีดแมน จากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์

นอกจากนี้ นายไบเดนยังระบุว่า ภารกิจที่สำคัญของเขาคือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และให้รัฐบาลลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆภายในประเทศ

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

จีดีพีออสเตรเลียขยายตัวแกร่ง 3.3% ไตรมาส3 หลังรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (เอบีเอส) รายงานในวันนี้ว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2563 โดยได้แรงหนุนจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นด้านการเงินและการคลังขนานใหญ่ ซึ่งช่วยให้การอุปโภคบริโภคในภาคครัวเรือนฟื้นตัวขึ้น

ทั้งนี้ เอบีเอส ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของออสเตรเลียขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 3 หลังจากที่หดตัว 7% ในไตรมาส 2 โดยจีดีพีไตรมาส 3 แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 2.6%

อย่างไรดี เมื่อเทียบรายปีจีดีพีไตรมาส 3 ของออสเตรเลียหดตัวลง 3.8% ซึ่งบ่งชี้ว่า รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้นโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไป

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เสนอชื่อเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คุมกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งประกาศชื่อสมาชิกทีมเศรษฐกิจคนอื่นๆ ที่ตอกย้ำความพยายามในการทำลายกำแพงกีดกันทางเชื้อชาติและเพศในคณะบริหารของเขา ขณะที่ความหวังของทรัมป์ในการอยู่ในทำเนียบขาวต่อ ถูกทำลายอีกครั้ง หลังจากสองรัฐใหญ่ วิสคอนซินและแอริโซนาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งที่ไบเดนเป็นผู้ชนะ

การสร้างทีมเศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหลากเชื้อชาติและมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากของไบเดน มีขึ้นหลังจากที่เขาเลือกกมลา แฮร์ริส เป็นคู่หูลงเลือกตั้งและกลายเป็นว่าที่รองประธานาธิบดีหญิงผิวดำเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกของอเมริกา

หากได้รับการรับรองจากวุฒิสภา เยลเลนจะได้เป็นรัฐมนตรีคลังหญิงคนแรกของสหรัฐฯ โดยมีรัฐมนตรีช่วยคนแรกที่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เช่นเดียวกับประธานสภาเศรษฐกิจทำเนียบขาว รวมทั้งมีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรกที่มีเชื้อสายเอเชียใต้

หลังจากไบเดนประกาศรายชื่อทีมเศรษฐกิจในวันจันทร์ (30 พ.ย.) เยลเลนทวิตว่า อเมริกากำลังเผชิญความท้าทายยิ่งใหญ่ ซึ่งการจะฟื้นตัวให้ได้นั้นจำเป็นต้องฟื้นคืนความฝันของคนอเมริกัน นั่นคือสังคมที่ทุกคนสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง และฝันใหญ่ขึ้นสำหรับลูกหลาน เยลเลนยังให้สัญญาว่า ในฐานะรัฐมนตรีคลัง เธอจะทุ่มเททำงานทุกวันเพื่อฟื้นความฝันของทุกคน

ภารกิจอันดับแรกของเยลเลน วัย 74 ปี ที่ก่อนหน้านี้เคยสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นประธานหญิงคนแรกของ เฟด (ระหว่างปี 2014-2018) และประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัยอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน ได้แก่การฟื้นเศรษฐกิจจากการทรุดตัวรุนแรงและมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่อันเป็นผลจากวิกฤตโรคระบาด

ในการเสนอชื่อทีมเศรษฐกิจคราวนี้ ไบเดนยืนยันว่า นอกจากพยายามควบคุมการระบาดแล้ว ทีมเศรษฐกิจจะเร่งรัดออกมาตรการเยียวยาให้ประชาชนทันทีและฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเข้มแข็งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำว่า จะยึดมั่นในหลักการความหลากหลายในการคัดเลือกเจ้าหน้าที่หลังจากเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า

ทั้งนี้ ไบเดนและแฮร์ริสจะเปิดตัวทีมเศรษฐกิจทั้งหมดในวันอังคาร (1 ธ.ค.) ซึ่งนอกจากเยลเลนแล้วยังประกอบด้วยสมาชิกหลายคนในคณะบริหารของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้แก่ วอลลี อเดเยโม อดีตรองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เกิดในไนจีเรียและปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิโอบามา ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง และจะเป็นคนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่รับตำแหน่งนี้

นีรา แทนเดน ประธานกลุ่มคลังสมองแนวเสรีนิยม เซ็นเตอร์ ฟอร์ อเมริกัน โปรเกรส และอดีตที่ปรึกษาของฮิลลารี คลินตัน ที่แพ้ทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2016 ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการสำนักงานจัดการและงบประมาณ ซึ่งหากได้รับการรับรอง จะกลายเป็นผู้หญิงเอเชียใต้คนแรกที่ได้คุมหน่วยงานนี้

เซซิเลีย รูส คณบดีสถาบันกิจการสาธารณะและระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ถูกวางตัวเป็นประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (ซีอีเอ) ซึ่งจะเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่รับตำแหน่งนี้ โดยมีจาเร็ด เบิร์นสไตน์ ที่เคยเป็นที่ปรึกษาตอนที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีในคณะบริหารโอบามา ร่วมงานในซีอีเอ เช่นเดียวกับฮีทเธอร์ บูชีย์ ประธานวอชิงตัน เซ็นเตอร์ ฟอร์ อิควิเทเบิล โกรท

การเดินหน้าเสนอชื่อคณะบริหารของไบเดนมีขึ้นขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตประธานาธิบดี ยังไม่ยอมแพ้ แม้การกล่าวอ้างของเขาที่ว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างมโหฬาร จะถูกปฏิเสธจากศาลและเจ้าหน้าที่เลือกตั้งในรัฐต่างๆ ทั่วประเทศครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ สองรัฐสำคัญคือวิสคอนซินและแอริโซนา ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในรัฐที่ไบเดนเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ยิ่งเป็นที่แน่นอนว่า คณะผู้เลือกตั้งซึ่งจะประชุมกันในวันที่ 14 เดือนนี้จะรับรองชัยชนะของไบเดนอย่างเป็นทางการ

 

แหล่งที่มา : www.mgronline.com

ราคาน้ำมันขยับลงในวันอังคาร (1 ธ.ค.) นักลงทุนรอการตัดสินใจของโอเปกและพันธมิตร หลังเลื่อนประชุมหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการลดกำลังผลิตออกไปอีก 2 วัน ส่วนวอลล์สตรีทปิดบวก จากความหวังวัคซีนโควิด-19 จะมีใช้งานเร็วๆนี้ ขณะที่ทองคำฟื้นแรง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ ไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมกราคม ลดลง 79 เซนต์ ปิดที่ 44.55 ดอลลาร์ ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 46 เซนต์ ปิดที่ 47.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โอเปกและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงรัสเซีย หรือที่เรียกว่ากลุ่มโอเปกพลัส เลื่อนการเจรจาเกี่่ยวกับนโยบายกำลังผลิตในปีหน้า ออกไปเป็นวันพฤหัสบดี (3 ธ.ค.) จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันอังคาร (1 ธ.ค.) ในขณะที่บรรดาชาติผู้มีบทบาทสำคัญยังตกลงกันไม่ได้

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯพุ่งทะยานในวันอังคาร (1 ธ.ค.) นักลงทุนคาดว่าวัคซีนโควิด-19 จะมีใช้งานเร็วๆ นี้ และมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หลังข้อมูลภาคโรงงานของจีนส่งสัญญาณที่สดใส

ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 185.28 จุด (0.63 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 29,823.92 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 40.82 จุด (1.13 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 3,662.45 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 156.37 จุด (1.28 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 12,355.11 จุด

นักลงทุนกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับข่าวคราวอัปเดตความคืบหน้าของว่าที่วัคซีนโควิด-19 จำนวนหนึ่ง เช่นเดียวกับการเตรียมส่งออกไปทั่วโลก ในขณะที่บรรดาพวกผู้ผลิตยาทั้งหลายได้ยื่นเอกสารขออนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมกฎระเบียบไปบ้างแล้ว

หุ้นไฟเซอร์ อิงค์ ปิดบวก 3% หลังผู้ผลิตยาแห่งนี้กับไบโอเอ็นเทคของเยอรมนี ได้ยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินวัคซีนโควิด-19 ของพวกเขา จากคณะผู้ควบคุมกฎระเบียบของยุโรป

โมเดอร์นา อิงค์ คู่แข่งสำคัญ ก็ยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินจากคณะผู้ควบคุมกฎระเบียบของยุโรปแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตามหุ้นของพวกเขาดิ่งลงถึง 9% อันเนื่องจากแรงเทขาย หลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หนึ่งวันก่อนหน้านี้

ส่วนราคาทองคำในวันอังคาร (1 ธ.ค.) ปรับขึ้นวันเดียวสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ฟื้นตัวจากดิ่งลงหนักในระยะหลัง โดยราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 38.40 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,814.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

แหล่งที่มา : www.mgronline.com

"อเมซอน" ยอดขายพุ่ง 4.8 พันล้านดอลล์ ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ตั้งแต่ "แบล็คไฟร์เดย์ - ไซเบอร์มันเดย์"
อเมซอนดอทคอม อิงค์ กล่าวในวันอังคารว่า ธุรกิจขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของอเมซอน มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ แบล็คไฟร์เดย์ ไปจนถึง ไซเบอร์มันเดย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% จากปีก่อนหน้า

อเมซอนระบุว่า ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (เอสเอ็มอี) มากกว่า 71,000 รายทั่วโลก มียอดขายทะลุ 100,000 ดอลลาร์ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้

ก่อนหน้านี้ อเมซอน ประกาศความสำเร็จของมหกรรมชอปปิงออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี หรือ อเมซอน ไพร์มเดย์ 2020 ที่จัดขึ้นในสหรัฐ และอีก 19 ประเทศทั่วโลกเมื่อเดือน ต.ค.2563 ในปีนี้สร้างยอดขายรวมกันได้สูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 60%

ทั้งนี้ ผู้ค้าส่วนใหญ่ของอเมซอนเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของอเมซอนไพร์ม ก็สามารถประหยัดเงินจากโปรโมชั่นและส่วนลดต่างๆ ได้มากถึงกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม อเมซอนให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจให้แก่ผู้ค้าซึ่งเป็นพันธมิตรของอเมซอน บริษัทจึงได้ลงทุนกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อการส่งเสริมผู้ค้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถประสบความสำเร็จในการค้าขายบนอเมซอนสโตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อเมซอนไพร์มเดย์ ที่รวมถึงการอัดฉีดงบสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กถึง 900 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 สัปดาห์ล่วงหน้าก่อนเข้าสู่มหกรรมอเมซอนไพร์มเดย์อีกด้วย

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

Page 1 of 11

บทความล่าสุด

คำเตือนความเสี่ยง

การเทรด Forex หรือตราสารอนุพันธ์อื่นๆนั้นมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำกำไรและวางเป้าหมายที่เข้ามาในตลาดนี้ ต้องประเมิณความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากความสูญเสียนั้นอาจทำให้สูญเสียเงินทั้งหมดได้ นักลงทุนโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีความเข้าใจความเสี่ยงทั้งหมดอย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง และมีการจัดการความเสี่ยงของการลงทุนรูปแบบนี้อย่างมืออาชีพก่อนลงทุน

เว็บไซต์แนะนำ

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์

Today 14

Yesterday 119

Week 759

Month 593

All 544616