โจ ไบเดน ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ เปิดตัวคณะทำงานด้านความมั่นคงและต่างประเทศที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมชูวาทกรรม “America is Back” หรือ “อเมริกากลับมาแล้ว” ซึ่งสะท้อนเป้าหมายในการนำสหรัฐอเมริกากลับมาผงาดอีกครั้งในเวทีโลก หลังจากที่ทำตัวโดดเดี่ยวในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First) ของ ทรัมป์ ได้สร้างความวิตกกังวลต่อบรรดาชาติพันธมิตร อีกทั้งผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ยังทำตัวแหวกธรรมเนียมด้วยการพูดโจมตีนาโต, ใช้นโยบายกีดกันการค้ากับพันธมิตร, ถอนอเมริกาออกจากความตกลงระหว่างประเทศ และหันไปญาติดีกับผู้นำรัฐเผด็จการอย่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ

ในพิธีเปิดตัวคณะบริหารซึ่งจัดขึ้นที่โรงละครในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ เมื่อวันอังคาร (24 พ.ย.) ไบเดน ยืนยันว่าหลังจากที่เขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ม.ค. และ โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ายออกจากทำเนียบขาว “สหรัฐฯ จะกลับมานั่งหัวโต๊ะอีกครั้ง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ละทิ้งชาติพันธมิตรของเรา”

ว่าที่ประธานาธิบดีวัย 78 ปี ได้เปิดโผรายชื่อบุคคลซึ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ ประกอบด้วย แอนโธนี บลิงเคน มือเก่าด้านนโยบายต่างประเทศซึ่งเป็นที่นับถือกันในรัฐสภาสหรัฐฯ และมีสายสัมพันธ์ยาวนานกับ ไบเดน มาอย่างน้อย 20 ปี จะขึ้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ, นักกฎหมาย อเลคันโดร มายอร์คาส ที่เกิดในคิวบา ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ, นักการทูตหญิงมากประสบการณ์ ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ จะเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็น, เจค ซัลลิแวน ศิษย์เก่าทำเนียบขาวยุคโอบามาอีกผู้หนึ่ง จะเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ

แอวริล เฮนส์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสตรีคนแรกในตำแหน่งนี้ และ จอห์น เคร์รี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศในยุค บารัค โอบามา จะกลายเป็นบุคคลแรกที่นั่งในตำแหน่งผู้แทนพิเศษสหรัฐฯว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

“เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้จะนำอเมริกากลับสู่ความเป็นผู้นำโลก และผู้นำในด้านศีลธรรม” ไบเดน ประกาศท่ามกลางทีมงานชาย-หญิงทั้ง 6 คนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง และทุกคนล้วนสวมหน้ากากอนามัย “นี่คือทีมงานที่จะสะท้อนว่าอเมริกากลับมาแล้ว เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำโลก ไม่ใช่ปลีกตัวออกมา”

ถ้อยแถลงของ ไบเดน มีขึ้นหลังจากที่ความพยายามคัดค้านและพลิกผลเลือกตั้งของ ทรัมป์ ล้มเหลวไม่เป็นท่า

เพนซิลเวเนียและเนวาดาเป็น 2 รัฐล่าสุดที่ประกาศรับรองให้ ไบเดน เป็นผู้ชนะศึกเลือกตั้งเมื่อวันอังคาร (24) ตามหลังรัฐมิชิแกนเพียง 1 วัน และจากผลคะแนนอย่างเป็นทางการในทุกรัฐสรุปได้ว่า ไบเดน กวาดคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด 306 เสียง เลยเพดานขั้นต่ำสุด 270 เสียงสำหรับการคว้าเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ ขณะที่ ทรัมป์ ได้ไปเพียง 232 เสียง และหากวัดกันที่คะแนนป็อปปูลาร์โหวต ไบเดน ก็ยังเป็นฝ่ายชนะ ทรัมป์ เกิน 6 ล้านเสียง

ทรัมป์ ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันให้เลิกเตะถ่วงผลเลือกตั้งยอมลงนามอนุมัติให้สำนักบริหารงานบริการทั่วไปของสหรัฐฯ (General Services Administration – GSA) เริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากสู่ ไบเดน อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ (23) ซึ่งการทำเช่นนี้มีค่าเท่ากับยอมรับความพ่ายแพ้โดยปริยาย

อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ ยังแสดงอาการดื้อแพ่งด้วยการทวีตภาพถ่ายตนเองในห้องทำงานรูปไข่ พร้อมแคปชั่นว่า “ผมไม่ได้ยอมอ่อนข้ออะไรทั้งนั้น!!!!!”

ประกาศจาก GSA ทำให้ทีมงาน ไบเดน สามารถเข้าถึงงบประมาณใช้จ่ายในช่วงการส่งผ่านอำนาจ, ได้รับการบรรยายสรุปข่าวกรองลับสุดยอดประจำวัน ตลอดจนเปิดทางให้ทีมงานของเขาสามารถประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแก้ไขวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปแล้วกว่า 260,000 คน

ไบเดน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ NBC ว่า ภารกิจหลักที่เขาจะทำในช่วง 100 วันแรกก็คือการยับยั้งโควิด-19, ยกเลิกนโยบายต่างๆ ของ ทรัมป์ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และผลักดันร่างกฎหมายที่จะเปิดทางให้ผู้อพยพไร้ทะเบียนหลายล้านคนมีสิทธิได้สัญชาติอเมริกัน

ไบเดน ยืนยันกับ เลสเตอร์ โฮลต์ พิธีกร NBC ว่า แม้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของเขาจะมีคนหน้าเดิมๆ ที่เคยทำงานให้กับโอบามาอยู่หลายคน แต่ทำเนียบขาวในยุคของเขาไม่ใช่ “โอบามาสมัย 3” อย่างแน่นอน

“นี่ไม่ใช่รัฐบาลโอบามาสมัยที่ 3 เรากำลังอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากโลกในยุคของรัฐบาลโอบามา-ไบเดน” เขากล่าว “ประธานาธิบดี ทรัมป์ นั่นแหละที่เป็นคนสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้”

- โจ ไบเดน ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ และ คามาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดี เปิดตัวคณะบุคคลที่เสนอชื่อให้เป็นทีมงานด้านความมั่นคงแห่งชาติและการต่างประเทศ ณ โรงละครควีน เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ เมื่อวันอังคารที่ 24 พ.ย.

ไบเดน ระบุว่ารัฐบาลของเขามุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนความหลากหลายของชาวอเมริกัน และความหลากหลายภายในพรรคเดโมแครต พร้อมยอมรับว่าเคยคิดที่จะยกตำแหน่งให้คนของรีพับลิกันที่โหวตให้กับ ทรัมป์ ด้วยซ้ำ

“ผมต้องการให้ประเทศนี้เกิดความสามัคคี” ไบเดน กล่าว

ไบเดน ระบุชัดเจนว่าเขาไม่คิดที่จะใช้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือเอาผิด ทรัมป์ และพลพรรค แม้จะมีแรงกดดันภายในพรรคแดโมแครตให้เดินหน้าตรวจสอบธุรกรรมการเงินของทรัมป์ รวมไปถึงข้อครหาเรื่องการสมคบคิดต่างชาติแทรกแซงศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2016 ก็ตาม

ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่รัฐบาลพรรคเดโมแครตจะหันหลังให้กับนโยบายของทรัมป์ และฟื้นฟูความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น นำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมข้อตกลงภูมิอากาศปารีส เป็นต้น แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่สหรัฐฯ จะกลับมาทวงสถานะผู้นำโลกที่เริ่มสูญเสียไปตั้งแต่ก่อน ทรัมป์ จะเข้ามาเป็นประธานาธิบดี

โฮเวิร์ด ไอเซนสแตต อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซนต์ลอว์เรนซ์ ระบุว่า “การที่ ไบเดน เข้ามาฟื้นฟูขนบธรรมเนียมและสถาบันต่างๆ อาจช่วยให้อเมริกากลับมามีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก แต่เขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้วิเศษกว่าชาติอื่นอีกต่อไป ประเทศอื่นและภูมิภาคอื่นก็มีศักยภาพที่จะแข่งขันกับเราในทุกๆ แง่มุม”

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำโลกมากขึ้นทั้งในด้านการมีส่วนร่วมกับสถาบันนานาชาติ เรื่อยไปจนถึงการให้ทุนพัฒนาแก่ภูมิภาคแอฟริกาและละตินอเมริกา ขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ทรัมป์ กลับสร้างความผิดหวังต่อพันธมิตรด้วยการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO), หันหลังให้กับข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ทำร่วมกับอิหร่านและอีก 5 ประเทศ, วิจารณ์นาโตว่าเป็นองค์กรล้าสมัย, และปฏิเสธที่จะใช้แนวทางแข็งกร้าวกับผู้นำชาติคู่แข่งอย่างประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

ไบเดน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีน, ยกเลิกการถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีส และนำอเมริกากลับเข้าร่วมข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 หากรัฐบาลเตหะรานยอมทำตามเงื่อนไขเดิมที่ตกลงกันไว้

“ลำพังสหรัฐฯ เพียงชาติเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างของโลกได้ เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เราต้องการความร่วมมือ และเราต้องการความเป็นหุ้นส่วนจากพวกเขา” ไบเดน กล่าว

 

 แหล่งที่มา : www.mgronline.com

สหรัฐเผยจีดีพีไตรมาส3พุ่ง 33.1% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3/2563 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 33.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ที่สหรัฐเริ่มมีการรวบรวมข้อมูลในปี 2490 หรือกว่า 70 ปีก่อนหน้านี้

ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าวไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1

สหรัฐมีการขยายตัวสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ระดับ 16.7% โดยทำไว้ในไตรมาสแรกของปี 2493

การขยายตัวเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐในไตรมาส 3/2563 ได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้มีการเปิดเศรษฐกิจ และเริ่มมีการจ้างงาน หลังจากที่ได้ปิดเศรษฐกิจก่อนหน้านี้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 31.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงเป็นประวัติการณ์ หลังจากหดตัว 5% ในไตรมาส 1 ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากมีการหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน

แหล่งที่มา :  www.bangkokbiznews.com

นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ มีแผนเสนอชื่อนายแอนโทนี บลิงเคน เป็นรมว.การต่างประเทศคนใหม่ ส่งสัญญาณแรกในการเดินหน้า "นโยบายสายเหยี่ยว" ต่อจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 พ.ย. โดยอ้างจากรายงานของบลูมเบิร์กว่า นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมเสนอชื่อนายแอนโทนี บลิงเคน ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศสหรัฐคนใหม่ โดยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ทีมงานด้านการเปลี่ยนผ่านอำนาจของไบเดนปฏิเสธให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว เช่นเดียวกับบลิงเคนซึ่งยังคงรักษาท่าที

ทั้งนี้ หากรายงานดังกล่าวเป็นความจริง ตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่การทูตหมายเลขหนึ่ง" ของรัฐบาลวอชิงตันจะกลับมาอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของนักการทูตอาชีพอีกครั้ง โดยบลิงเคนซึ่งปัจจุบันอายุ 58 ปี มาจากครอบครัวนักการทูตที่บิดาเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงปารีส และมีลุงเคยทำหน้าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงบรัสเซลส์

ขณะที่ตัวบลิงเคนเองทำงานด้านกิจการต่างประเทศให้กับรัฐบาลวอชิงตันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2537 และมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงให้กับไบเดน ในสมัยยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ตามด้วยการดำรงตำแหน่งรองที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงประจำทำเนียบขาว และตำแหน่งสุดท้ายของบลิงเคน ก่อนสิ้นสุดยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา คือ รมช.การต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อบลิงเคนแม้ยังต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติ และการอนุมัติจากวุฒิสภา แต่เริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า เป็นการส่งสัญญาณขั้นต้นจากไบเดน ว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐในอนาคตจะเป็นการหวนคืนสู่เวทีพหุภาคี บนพื้นฐานของ "ความเป็นสายเหยี่ยวอย่างแนบเนียน" และจีนจะยังคงเป็นเป้าหมายหลัก โดยบลิงเคนเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่ง เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ว่านโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้สถานะของสหรัฐ "อ่อนแอลง" เปิดโอกาสให้รัฐบาลปักกิ่งโดยปริยาย ดังนั้นในอนาคต สหรัฐต้องทวงคืนบทบาทนี้ให้ได้.

 

 

 

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

ขอบคุณภาพจาก : wsgw.com

นายพลระดับพลเรือตรีรายหนึ่ง ซึ่งรับผิดชอบงานด้านข่าวกรองของกองทัพสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เดินทางเยือนไต้หวันอย่างเงียบๆ แหล่งข่าว 2 คน เปิดเผยกับรอยเตอร์ในวันอาทิตย์ (22 พ.ย.) ในการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่น่าจะสร้างความเดือดดาลแก่จีนอีกคำรบ

บรรดาแหล่งข่าวซึ่งในนั้นรวมถึงเจ้าหน้าที่ไต้หวันรายหนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดกับสถานการณ์ เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯรายดังกล่าว ได้แก่ พลเรือตรี ไมเคิล สตูดแมน และจากข้อมูลบนเว็บไซต์กองทัพเรืออเมริกา พบว่า สตูดแมน เป็นผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง J2 แห่งกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของกองทัพอเมริกา

เพนตากอนปฏิเสธแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ (22 พ.ย.) ว่า มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่งเดินทางมายังไต้หวัน ทว่า ไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆ โดยระบุเพียงว่ามันเป็นการเดินทางที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

จีน ที่อ้างว่า ไต้หวัน ซึ่งปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งของดินแดน เคยแสดงปฏิกิริยากราดเกรี้ยวเมื่อครั้งที่ อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐฯ เดินทางไปยังไทเป เมื่อเดือนสิงหาคม ตามด้วย คีธ แครช ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ ในเดือนกันยายน โดยแต่ละครั้งพวกเขาตอบโต้ด้วยการส่งฝูงบินขับไล่บินเฉียดให้เกาะแห่งนี้

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับสนับสนุนไต้หวัน ในนั้นรวมถึงขายอาวุธใหม่ๆ ให้พวกเขา ซึ่งก่อความกังวลแก่จีนเป็นอย่างมาก

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการเดินทางเยือนของพลเรือตรี สตูดแมน จะถูกมองจากปักกิ่งว่าเป็นปั่นป่วนสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลายหรือไม่ ในขณะที่เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ด้านการทหารระดับสูงที่สุดของสหรัฐฯที่เดินทางเยือนไต้หวันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดักลาส ปาล อดีตหัวหน้าสำนักงานผู้แทนของสหรัฐฯในไต้หวัน ให้ความเห็นว่า “หากมันเป็น สตูดแมน แห่ง J2 ของกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ผมรู้ว่าการเยือนลักษณะนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

อย่างไรก็ตาม รันดอลล์ ชริเวอร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมด้านกิจการเอเชีย ในสมัยของรัฐบาลทรัมป์ บอกว่า เพนตากอนในสมัยของทรัมป์ ส่งนายทหารระดับสูงเดินทางเยือนไต้หวันเป็นประจำอยู่แล้ว พร้อมเน้นว่า สหรัฐฯและไต้หวัน แลกเปลี่ยนข่าวกรองกันอย่างใกล้ชิด ในด้านภัยคุกคามจากกองทัพจีน

หนังสือพิมพ์ยูไนเต็ด เดลี ของไต้หวัน เผยแพร่ภาพเครื่องบินส่วนตัวลำหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏสัญลักษณ์ใดๆ กำลังเดินทางถึงท่าอากาศยานซงซาน ย่านกลางเมืองของกรุงไทเป พร้อมระบุมันเป็นเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯและรายงานว่า ดูหมือนบรรดาเจ้าหน้าที่กำลังรอต้อนรับอยู่ที่ห้องวีไอพีของอาคารผู้โดยสาร

ในถ้อยแถลงสั้นๆ กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน บอกว่า มีการติดต่อสื่อสารกับสหรัฐฯถี่ขึ้น และ “เรายินดีต้อนรับการมาเยือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ บนพื้นฐานความไว้วางใจกันระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ทางกระทรวงการต่างประเทศไม่ขอชี้แจงหรือแสดงความคิดเห็นไปมากกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม ในคำแถลงอีกฉบับ ชี้แจงว่า รายงานข่าวขอสื่อมวลชนไต้หวันที่เคยอ้างว่าคณะผู้แทนชุดหนึ่ง ซึ่งนำโดย จีนา ฮาสเปล ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้เดินทางเยือนไต้หวันนั้น ไม่เป็นความจริง และ ฮาสเปล ไม่มีแผนเยือนไต้หวันแต่อย่างใด

สหรัฐฯก็เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่อเมริกาเป็นผู้จัดหาอาวุธและเป็นผู้สนับสนุนระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของเกาะแห่งนี้

ซู เจิงชาง นายกรัฐมนตรีไต้หวัน เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า คณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯที่นำโดย แอนดรูว์ วีลเลอร์ หัวหน้าสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม มีกำหนดเดินทางเยือนไต้หวันในไม่ช้านี้ ท่ามกลางความคาดหมายของสื่อมวลชนอเมริกาที่ระบุว่ากำหนดการเยือนดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในเดือนหน้า

 

 

 

แหล่งที่มา : รอยเตอร์  (www.mgronline.com)

สหรัฐถอนตัวออกจากสนธิสัญญาเปิดน่านฟ้าเมื่อวันอาทิตย์ (22พ.ย.) โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะรัสเซียละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว

สนธิสัญญาเปิดน่านฟ้า จัดทำขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อนในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ บุช มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยการอนุญาตให้ประเทศที่ลงนามสามารถส่งเครื่องบินลาดตระเวณเข้าไปในน่านฟ้าของอีกประเทศหนึ่งได้บางส่วนเพื่อตรวจตรากิจกรรมทางทหารในประเทศผู้ลงนามนั้น

ทำเนียบขาวกล่าวหารัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ลงนามว่าละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว เนื่องจากรัสเซียไม่อนุญาตให้เครื่องบินของสหรัฐฯ เข้าไปในน่านฟ้าเหนือเมืองคาลินอินแกรดติดกับชายฝั่งทะเลบอลติกและจอร์เจีย ซึ่งได้รับอนุญาตภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้

กระทรงการต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันการถอนตัวอย่างเป็นทางการ หลังจากครบกำหนด 6 เดือนที่สหรัฐฯ ได้แจ้งล่วงหน้าไปยังประเทศผู้ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว 34 ประเทศ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ว่าสหรัฐขอแจ้งความจำนงว่าต้องการออกจากสนธิสัญญาฉบับนี้ ตามที่ระบุไว้ในข้อตกลง

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า การถอนตัวของสหรัฐจะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. เป็นต้นไป และสหรัฐไม่ใช่ประเทศสมาชิกของสนธิสัญญาเปิดน่านฟ้านับตั้งแต่บัดนี้

และการถอนตัวครั้งนี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะดึงสหรัฐออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศ หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้ถอนตัวออกจากสนธิสัญญาควบคุมขีปนาวุธพิสัยกลางที่ทำไว้กับรัสเซีย

 

แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันศุกร์ (20พ.ย.) ปรับตัวขึ้น 41 เซนต์ ขานรับความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 แต่การออกมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศยังคงเป็นปัจจัยสกัดช่วงขาขึ้นของราคาน้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนธ.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์เพิ่มขึ้น 41 เซนต์ หรือ 0.98% ปิดที่ราคา 42.15 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 59 เซนต์ หรือ 1.3% ปิดที่ 44.79 ดอลลาร์/บาร์เรล

ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และไบโอเอ็นเท็คซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี แถลงว่า ทางบริษัทเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ในวันนี้ เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน

หากเอฟดีเออนุมัติ จะส่งผลให้ไฟเซอร์สามารถทยอยใช้วัคซีนดังกล่าวกับชาวอเมริกันกลุ่มต่างๆ โดยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการในภาคส่วนที่สำคัญ ครูอาจารย์ คนจรจัด และนักโทษในเรือนจำ จะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มต่อไป ตามมาด้วยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

คาดว่าเอฟดีเอจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการพิจารณาอนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส จะชะลอแผนการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อราคาและอุปสงค์น้ำมัน

โอเปกพลัสตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิต 7.7 ล้านบาร์เรล/วันจนถึงสิ้นปี 2563 ก่อนที่จะลดกำลังการผลิตเพียง 5.8 ล้านบาร์เรล/วันตั้งแต่เดือนม.ค.2564 ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรล/วันจากโอเปกพลัสไหลเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลก

แหล่งข่าวระบุว่า โอเปกพลัสมีแนวโน้มที่จะเลื่อนแผนการเพิ่มกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วันออกไป 3-6 เดือน เนื่องจากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ในยุโรปเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะฉุดอุปสงค์น้ำมันในตลาด

โอเปกพลัสจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการผลิตน้ำมันในวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค.

 แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

ทีมหาเสียงของทรัมป์ในวันพุธ(18พ.ย.) ยื่นคำร้องขอนับคะแนนใหม่บางส่วนในวิสคอนซิน รัฐสมรภูมิที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีคะแนนตามหลังว่าที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน อยู่มากกว่า 20,000 คะแนน ในความหวังพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายคว้าชัย

รายงานข่าวระบุว่าทีมหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โอนเงินจำนวน 3 ล้านดอลลาร์(ราว 90 ล้านบาท) แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งวิสคอนซิน สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆในการนับคะแนนใหม่ ในความพยายามพลิกผลคะแนนในรัฐแห่งนี้

ทีมหาเสียงของทรัมป์ระบุว่าพวกเขาขอให้มีการนับคะแนนใน 2 เคาน์ตี ประกอบด้วย มิลวอกีและเดน พื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นพวกเดโมแครต และ ไบเดน มีคะแนนทิ้งห่าง ทรัมป ค่อนข้างมาก โดยในบรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงใน เดน เคาน์ตี อละ มิลวอกี พบว่ามีมากกว่า 75% และ 69% ตามลำดับ ที่เลือก ไบเดน

"2 เคาน์ตีนี้ถูกเลือก เพราะว่าทั้งสองแห่งพบความผิดปกติมากที่สุด" ทีมหาเสียงของทรัมป์ระบุว่าในถ้อยแถลง พร้อมอ้างว่าความผิดปกติต่างๆที่พบนั้น ประกอบด้วยการเปลี่ยนบัตรคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ไม่ชอบด้วยกฎมาย และเจ้าหน้าที่รัฐบาลให้คำแนะนำมิชอบด้วยกฎหมาย อนุญาตให้วิสคอนซินหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง"

อย่างไรก็ตามหัวหน้ากรรมการการเลือกตั้งของรัฐและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ยืนยันว่าไม่ได้รับรายงานปัญหาใหญ่ๆหรือการกระทำผิดใดๆ ขณะที่ทีมหาเสียงของไบเดน ไม่แสดงความรู้สึกกังวลต่อความเคลื่อนไหวของทีมหาเสียงทรัมป์

ทีมหาเสียงของทรัมป์ มีเวลาจนถึงหมดเวลาราชการในวันพุธ(18พ.ย.) สำหรับการยื่นขอนับคะแนนใหม่ และการนับคะแนนใหม่ใดๆจำเป็นต้องแล้วเสร็จก่อนหน้าเส้นตายการรับรองผลอย่างเป็นทางการของรัฐในวันที่ 1 ธันวาคม

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร(17พ.ย.) คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งรัฐวิสคอนซิน ระบุว่าการนับคะแนนใหม่ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 ทั่วทุกเขตของรัฐวิสคอนซิน จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 7.9 ล้านดอลลาร์(ราว 239 ล้านบาท) ในนั้นรวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ด้านมาตรการปัองกันความปลอดภัยไว้ก่อน อันเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ภายใต้กฎหมายของรัฐวิสคอนซิน ผู้จบอันดับ 2 มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ขอนับคะแนนใหม่ หากว่าเขามีคะแนนห่างจากผู้ชนะไม่ถึง 1% แต่ทีมหาเสียงจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเอง

ต่อมาเจ้าหน้าที่เลือกตั้งของรัฐเปิดเผยในตอนสายของวันพุธ(18พ.ย.) พวกเขาได้รับเงินโอนจากทีมหาเสียของทรัมป์ จำนวน 3 ล้านดอลลาร์ และจะมีการส่งมอบหนังสืออุทธรณ์ไม่นานหลังจากนี้ " เราเข้าใจว่า สายตาจากท่วโลกจะจ้องมองมาที่ 2 เคาน์ตีในรัฐวิสคอนซิน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้" มีเดน โวล์ฟ หัวหน้าเจ้าหน้าที่เลือกตั้งระบุในถ้อยแถลง

จอร์จ คริสเทนสัน เสมียนเขตมิลวอกี เคาน์ตี แสดงความเห็นกับผู้สื่อข่าว เชื่อว่า มิลวอกีและเดน ถูกเลือกโดยทีมหาเสียงของทรัมป์ เพราะทั้งสองเคาน์ตีเป็นป้อมปราการของเดโมแครต และมิลวอตี เป็นเมืองที่มีฝ่ายเสียงข้างน้อยอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่ใช่เพราะว่ามีความผิดปกติมากกว่าที่อื่น พร้อมตำหนิความพยายามของทรัมป์ ว่าเป็นการกดขี่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง

ความเคลื่อนไหวของทีมหาเสียงของทรัมป์ มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีรายนี้อ้างตลอดโดยไม่ให้หลักฐานใดๆ ว่ามีการโกงและพบความผิดปกติต่างๆนานาของการเลือกตั้งในรัฐวิสคอนซิน ทั้งนี้จนถึงตอนเช้าวันพุธ(18พ.ย.) ไบเดน มีคะแนนนำหน้า ทรัมป์ อยู่ 49.5% ต่อ 48.88% หรือ 1,630,716 คะแนน ต่อ 1,610,151 คะแนน

 

 

แหล่งที่มา : เอ็นบีซีนิวส์ (www.mgronline.com)

หอการค้าสหรัฐฯ (US Chamber of Commerce) แสดงความกังวลวานนี้ (16 พ.ย.) ว่าอเมริกากำลัง “ถูกทิ้ง” หลังจาก 15 ชาติในเอเชีย-แปซิฟิกจับมือตั้งเขตการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะผู้นำการค้าในภูมิภาค

หอการค้าสหรัฐฯ ได้แสดงความชื่นชมผลประโยชน์ที่จะได้รับจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Comprehensive Partnership Agreement - RCEP) และย้ำว่าผู้ส่งออก, แรงงาน และเกษตรกรชาวอเมริกันจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงตลาดเอเชียเพิ่มขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สนับสนุนให้สหรัฐฯ เข้าร่วมความตกลงนี้

RCEP ซึ่งประกอบด้วย 10 ชาติอาเซียน บวกกับจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ครอบคลุมประชากรรวมกันราว 2,200 ล้านคน และคิดเป็นจีดีพีรวมกันถึง 30% ของโลก โดยความตกลงนี้มีเป้าหมายสนับสนุนให้ชาติสมาชิกลดกำแพงภาษีและส่งเสริมการเข้าถึงตลาดของกันและกัน

ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมทั้งกับ RCEP และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership - TPP) กำลังกลายเป็นมหาอำนาจรายใหญ่ที่สุดที่ถูกกีดกันออกจากกลุ่มการค้าในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

ไมรอน บริลเลียนท์ รองประธานบริหารหอการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า แม้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะใช้นโยบายต่อต้านพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน ทว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวกลับไม่ได้ช่วยให้ผู้ส่งออกอเมริกันได้รับโอกาสใหม่ๆ มากนักในเอเชีย

เมื่อปี 2017 ทรัมป์ ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลง TPP ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ “ปักหมุดเอเชีย” โดยรัฐบาลบารัค โอบามา และนับแต่นั้นมาสหรัฐฯ ก็ไม่เคยลงนามข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุมในเอเชียอีกเลย

“เนื่องจาก RCEP ยังมีข้อด้อยอยู่หลายประการ เราจึงไม่สนับสนุนให้สหรัฐฯ เข้าร่วมความตกลงนี้” บริลเลียนท์ กล่าว พร้อมอ้างถึงข้อตกลงการค้าใหม่ๆ ของอเมริกาซึ่งมีเงื่อนไขที่รัดกุมกว่า และสามารถบังคับใช้ได้จริงทั้งในเรื่องการค้าดิจิทัล, การลดกำแพงภาษี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

“อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะต้องใช้ความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการมองไปข้างหน้า (forward-looking) เพื่อคงไว้ซึ่งอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่เช่นนั้นเราก็จะถูกทิ้งให้กลายเป็นเพียงคนนอกที่ได้แต่เฝ้ามองดูขุมพลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอยู่ห่างๆ”

บริลเลียนท์ชี้ว่า มูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังตลาดเอเชีย-แปซิฟิกเติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทว่าบริษัทอเมริกันกลับได้ส่วนแบ่งตลาดน้อยลง

เขาย้ำถึงความสำคัญของตลาดเอเชีย-แปซิฟิก โดยอ้างแนวโน้มการเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% ในปี 2021 และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นกลาง

แหล่งที่มา : รอยเตอร์ (www.mgronline.com)

นายโจ ไบเดน กล่าวว่า "รัฐบาลวอชิงตันในอนาคต" ต้องเจรจากับ "พันธมิตรชาติประชาธิปไตย" จัดทำแนวทางการค้าใหม่เพื่อเผชิญกับอิทธิพลของจีน แต่ยังสงวนท่าทีว่า แล้วสหรัฐจะเข้าร่วม "อาร์เซ็ป" หรือกลับไปเดินหน้า "ทีพีพี" ต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ว่าในช่วงหนึ่งของการแถลงเมื่อวันจันทร์ ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามต่อนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับ "ความสนใจในอนาคต" ต่อการที่สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) 10 ประเทศ ร่วมด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ลงนามร่วมกันในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ( อาร์เซ็ป ) สร้างเขตการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) รวมกันคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก

ไบเดนตอบว่า ตอนนี้เขายังให้ความเห็นได้ไม่มากนัก เนื่องจากยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ "และสหรัฐมีประธานาธิบดีครั้งละคนเดียวเท่านั้น" แต่ยืนยันจะให้รายละเอียดมากขึ้นในวันที่ 21 ม.ค. ปีหน้า หรือ 1 วันหลังสาบานตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี แม้เป็นที่ทราบกันว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของอเมริกามีสัดส่วนครอบคลุม 25% ของเศรษฐกิจโลก แต่สหรัฐต้องร่วมมือทางการค้ากับ "มิตรประเทศที่เป็นประชาธิปไตย" เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ให้เป็นไปตามครรลอง แทนที่จะปล่อยให้จีนเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์อยู่ฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ หลายฝ่ายในสหรัฐมองการลงนามอาร์เซ็ปสะท้อน "การก้าวถอยหลัง" ของสหรัฐ จากเวทีการค้าโลก เพราะรัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ( ทีพีพี ) เมื่อปี 2560 ทำให้อีก 11 ประเทศที่เหลือต้องร่วมกัน "แก้ไข" ทีพีพีให้ออกมาในรูปแบบข้อตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าระหว่างภาคพื้นแปซิฟิก ( ซีพีทีพีพี ) แต่จนถึงตอนนี้มีเพียง 2 ประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว คือญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์

อนึ่ง ทีมงานของไบเดนกล่าวก่อนหน้านั้น ว่ารัฐบาลวอชิงตันชุดใหม่จะยังไม่ยกเลิกกำแพงภาษีสูงลิ่วที่ทรัมป์กำหนดไว้ต่อสินค้าและบริการของจีน "ในทันที" เพราะ "ต้องมีการเจรจา"  ขณะเดียวกัน ไบเดนจะเพิ่มการลงทุนด้านทรัพยากรแรงงานภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมศักยภาพ และประสิทธิภาพให้กับสินค้าและบริการของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หอการค้าสหรัฐออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมา "ยังไม่แนะนำ" ให้รัฐบาลวอชิงตันเข้าร่วมอาเซ็ป โดยให้เหตุผลว่าเป็นช่วงเวลาที่กระชั้นชิดเกินไป แต่ยอมรับว่ามีความวิตกกังวล ต่อการที่สหรัฐจะอยู่ในสถานะ "โดดเดี่ยวทางการค้า" จากนานาประเทศ

 

แหล่งที่มา : AP, REUTERS (www.dailynews.co.th)

สหรัฐฯ ขยายเวลาอีก 2 สัปดาห์ให้ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่สัญชาติจีนของ TikTok บรรลุข้อตกลงขายกิจการแอปฯ แชร์วิดีโอยอดฮิตในอเมริกาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 พ.ย. นี้ เพื่อขจัดข้อกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามความมั่นคงที่คณะบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หยิบยกขึ้นมาอ้าง

ไบต์แดนซ์ได้ยื่นเอกสารต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า รัฐบาล ทรัมป์ ตัดสินใจขยายเส้นตายที่ไบต์แดนซ์จะต้องบรรลุข้อตกลงกับออราเคิล (Oracle) และวอลมาร์ท (Walmart) จากเดิม 12 พ.ย. เป็นวันที่ 27 พ.ย.

ทรัมป์ ขู่จะสั่งแบน TikTok หากไบต์แดนซ์ไม่ยอมขายกิจการแอปฯ นี้ในอเมริกาให้แก่นักลงทุนสหรัฐฯ ทว่าความพยายามของเขาก็ถูก TikTok ยื่นฟ้องคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีถ้อยแถลงล่าสุดว่า การขยายเวลาปิดดีล TikTok “จะช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการ มีเวลาเพิ่มเติมที่จะแก้ไขปัญหานี้” ด้วยแนวทางที่สอดคล้องกับคำสั่งบริหารซึ่ง ทรัมป์ ลงนามเมื่อวันที่ 14 ส.ค.

เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (12) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยืนยันจะชะลอมาตรการแบน TikTok ออกไปก่อน เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแขวงเพนซิลเวเนีย

มาตรการเล่นงานแอปฯ จีนของคณะบริหาร ทรัมป์ ถูกยื่นคัดค้านในศาลสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 แห่ง โดย TikTok และไบต์แดนซ์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่บรรดา “ผู้พัฒนา TikTok” ยังได้ยื่นฟ้องศาลรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งได้ยับยั้งคำสั่งแบนของ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.

รัฐบาล ทรัมป์ อ้างว่าข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันราว 100 ล้านคนที่ใช้แอปฯ นี้อาจจะถูกส่งต่อให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่ง TikTok ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ทรัมป์ ยืนยันว่า TikTok จะต้องกลายเป็นบริษัทที่ควบคุมโดยนักลงทุนอเมริกันเท่านั้นจึงจะสามารถดำเนินกิจการในสหรัฐฯ ต่อได้ ทว่าแผนปรับโครงสร้างใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งรัฐบาลวอชิงตันและปักกิ่ง

กระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่เมื่อเดือน ส.ค. โดยเพิ่มเทคโนโลยี “สำหรับใช้งานด้านพลเรือน” ไว้ในกลุ่มสินค้าที่ต้องจำกัดการส่งออก นั่นเท่ากับว่าไบต์แดนซ์จะต้องเผชิญอุปสรรคใหญ่ในการที่จะขาย TikTok ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้สามารถสร้างคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มีเนื้อหาตั้งแต่การเต้นเรื่อยไปจนถึงประเด็นการเมือง

 

ที่มา: เอเอฟพี  (www.mgronline.com)

Page 1 of 4

บทความล่าสุด

คำเตือนความเสี่ยง

การเทรด Forex หรือตราสารอนุพันธ์อื่นๆนั้นมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำกำไรและวางเป้าหมายที่เข้ามาในตลาดนี้ ต้องประเมิณความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากความสูญเสียนั้นอาจทำให้สูญเสียเงินทั้งหมดได้ นักลงทุนโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีความเข้าใจความเสี่ยงทั้งหมดอย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง และมีการจัดการความเสี่ยงของการลงทุนรูปแบบนี้อย่างมืออาชีพก่อนลงทุน

เว็บไซต์แนะนำ

สถิติการเข้าชมเว็บไซต์

Today 16

Yesterday 119

Week 761

Month 595

All 544618